ความรู้สำหรับอาจารย์และบุคคลากรสุขภาพ

คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีและไม่มีภาวะแทรกซ้อนและแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ป่วยโรคเรื้อรัง

ดร. ปัฐยาวัชร ปรากฏผล
ดร. เยาวดี สุวรรณนาคะ
ดร. อรุณี ไชยฤทธิ์  
ดร. บุญสืบ โสโสม
นายสราวุฒิ สีถาน
เภสัชกรหญิงมยุรี สร้อยศรีสวัสดิ์
นางสำราญ จันทร์พงษ์

บทคัดย่อ
       โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงเป็นโรคเรื้อรังที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกปี ซึ่งโรคนี้ก่อให้เกิดอาการที่ไม่พึงประสงค์และภาวะแทรกซ้อนที่อวัยวะสำคัญที่ผู้ป่วยต้องจัดการ ซึ่งทำให้มีผลกระทบต่อระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย
วัตถุประสงค์การวิจัย งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์คือ

1)  เพื่อศึกษาระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงที่มีภาวะแทรกซ้อนและไม่มีภาวะแทรกซ้อน

2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูงที่มีภาวะแทรกซ้อนและไม่มีภาวะแทรกซ้อน

สรุปองค์ความรู้ที่ได้รับจากการจัดการฝึกอบรมหลักสูตรการพยาบาลเฉพาะทาง สาขาการพยาบาลผู้จัดการรายกรณีโรคเรื้อรัง(เบาหวานและความดันโลหิตสูง) รุ่นที่ 1

ดร. ปัฐยาวัชร ปรากฎผล
หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง

       สถานการณ์และแนวโน้มโรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus: DM) ความดันโลหิตสูง (Hypertension: HT) เป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญของโลกและประเทศไทย องค์การอนามัยโลกประมาณการว่า ในปี พ.ศ. 2573 จะมีผู้ป่วยโรคเบาหวาน 366 ล้านคน สำหรับประเทศไทยจากการสำรวจอัตราความชุก DM/HT (NHES 51-52) พบว่ามีผู้ป่วยเบาหวาน 2,379,150 ราย คิดเป็นร้อยละ 6.9 ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง 7,378,812 คิดเป็นอัตราความชุกร้อยละ 21.4 นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ป่วย uncontrolled DM และ uncontrolled HT มีอัตราที่สูงขึ้น (โครงการวิจัยเครือข่ายระดับสถาบัน, 2553) จากการวิเคราะห์พยาธิสภาพและสถิติการเกิดโรคจะพบว่าทั้งโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูงเป็นพื้นฐานในการนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่เป็นโรคเรื้อรังอื่นตามมาได้ง่าย ได้แก่ โรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง หัวใจวาย ไตวาย โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ไม่สามารถควบคุมโรคได้ ทำให้ส่งผลกระทบต่อภาวะสุขภาพ คุณภาพชีวิตของทั้งผู้ป่วย ครอบครัว และสังคม อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขและภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทย เพราะการเจ็บป่วยด้วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงเป็นปัญหาสุขภาพเรื้อรังที่มีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่สูง และต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่องภายใต้การดูแลของบุคลากรสาธารณสุขและบุคลากรอื่นๆหลายสาขา

การจัดการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นหลักกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการพยาบาลผู้ป่วยโรคเบาหวานของนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิต

การวิจัยเรื่องการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นหลักกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
เรื่องการพยาบาลผู้ป่วยโรคเบาหวานของนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิต
Problem Based Learning  on the Levels of Knowledge of Diabetes Mellitus care in Nursing Students

กนกพร  เทียนคำศรี*

สุนทรี  สิทธิสงคราม*

วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พระพุทธบาท  จังหวัดสระบุรี สถาบันพระบรมราชชนก

       งานวิจัยเรื่องการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นหลักกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการพยาบาลผู้ป่วยโรคเบาหวานของนักศึกษาพยาบาลศาตรบัณฑิต  เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาหลังการเรียนการสอนแบบใช้ปัญหาเป็นหลักและปฏิกิริยาโต้ตอบของนักศึกษาต่อโจทย์ปัญหาและกระบวนการเรียนการสอนแบบใช้ปัญหาเป็นหลัก ประชากรคือ นักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่  2 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พระพุทธบาท ปีการศึกษา 2557 จำนวน 96 คน  เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ โปรแกรมการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นหลักเรื่องการพยาบาลผู้ป่วยโรคเบาหวาน ประเมินผลโดยใช้แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  แบบประเมินปฏิกิริยาโต้ตอบต่อโจทย์ปัญหาและกระบวนการเรียนการสอนซึ่งมีทั้งข้อมูลเชิงปริมาณและคุณภาพ  วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  หาความสัมพันธ์เพียร์สัน  และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่าหลังจากได้รับโปรแกรมนักศึกษามีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านเกณฑ์ถึงร้อยละ 75  ผลการเรียนเฉลี่ยสะสมมีความสัมพันธ์ทางบวกกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นหลัก นักศึกษามีปฏิกิริยาโต้ตอบในประเด็นพึงพอใจต่อโจทย์ปัญหาในระดับมาก ( = 3.58, SD =0.55) มีความพึงพอใจต่อกระบวนการเรียนการสอนในระดับมากที่สุด ( = 4.59, SD =0.54) นักศึกษาชอบการเรียนวิธีนี้เนื่องจากเป็นการกระตุ้นให้นักศึกษาได้ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองอย่างมีเป้าหมาย มีการคิดวิเคราะห์และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนในกลุ่มทำให้เข้าใจได้ดีขึ้น   ส่วนโจทย์ปัญหามีความน่าสนใจ ทำให้นักศึกษามีความกระตือรือร้นในการค้นหาคำตอบ  แต่มีนักศึกษาบางคนประเมินว่าโจทย์ปัญหาซับซ้อนเกินไปทำให้ยากต่อการเข้าใจ

คำสำคัญ : การเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นหลัก , ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องโรคเบาหวาน

Attachments:
FileDescriptionCreatorFile sizeCreated
Download this file (การจัดการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นหลักกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน.pdf)การวิจัยเรื่องการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นหลักกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการพยาบาลผู้ป่วยโรคเบาหวานของนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิตExcellent Center151 kB2015-07-04 03:27

ผลของการหายใจช้ากับการออกกำลังกายด้วยแรงบีบมือ ต่อระดับความดันโลหิตของผู้ที่มีความดันโลหิตสูง

ผลของการหายใจช้ากับการออกกำลังกายด้วยแรงบีบมือ
ต่อระดับความดันโลหิตของผู้ที่มีความดันโลหิตสูง
The effectiveness of slow respiration and hand – grip exercise
on  blood pressure in hypertensive personsนางสาวสมหมาย วงษ์กระสันต์1

ดร.ปัฐยาวัชร  ปรากฎผล
นางสาวปาริษา สุภานุรัตน์
นางสาวรัตติยา ทุมมนตรี

บทคัดย่อ

การดูแลผู้ที่มีความดันโลหิตสูงให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เพื่อป้องกันและชะลอการเกิดโรคแทรกซ้อนที่เป็นสาเหตุทำให้เสียชีวิตได้  ดังนั้นผู้วิจัยจึงต้องการที่จะลดระดับความดันโลหิตสูงด้วยการหายใจช้ากับการออกกำลังกายด้วยแรงบีบมือ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการหายใจช้ากับการออกกำลังกายด้วยแรงบีบมือต่อระดับความดันโลหิตของผู้ที่มีความดันโลหิตสูง ในรูปแบบการวิจัยกึ่งทดลอง หนึ่งกลุ่มทดสอบก่อนและหลังการทดลอง โดยสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงของผู้ที่มีความดันโลหิตสูง จำนวน 10 คน ที่มารับการรักษาในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองแก อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี  โดยมีขั้นตอนดังนี้ 1)ถือลูกบอลไว้ทั้งสองมือ  2)ให้บีบลูกบอลขณะหายใจเข้าช้าๆ 3)คลายมือทั้งสองข้างขณะหายใจออกช้าๆ 4) ให้หายใจช้าอัตราการหายใจ 6 ครั้ง/นาที ครั้งละ 15 นาที  ทำวันละ 1 ครั้ง ก่อนนอน  4 สัปดาห์ ก่อนการทดลองวัดความดันโลหิตและหลังจากนำนวัตกรรมไปใช้ 4 สัปดาห์แล้ววัดความดันโลหิต การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และสถิติเชิงนอนพาราเมตริก  ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการทดลองการใช้การหายใจช้าและการออกกำลังกายด้วยแรงบีบมือทำให้ระดับความดันโลหิตขณะบีบตัว เฉลี่ยเท่ากับ 120 มิลลิเมตรปรอท ต่ำกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งระดับความดันโลหิตขณะบีบตัวก่อนการทดลองเท่ากับ 135 มิลลิเมตรปรอท  สำหรับระดับความดันโลหิตขณะคลายตัวก่อนการทดลองและหลังการทดลองไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ                           ดังนั้นการหายใจช้ากับการออกกำลังกายด้วยการบีบลูกบอลสามารถที่จะช่วยเป็นแนวทางในการที่จะควบคุมระดับความดันโลหิตได้โดยเฉพาะระดับความดันโลหิตขณะบีบตัว

คำสำคัญ: การหายใจช้า, ออกกำลังกายด้วยแรงบีบมือ, ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง

แนวทางการเยี่ยม บุคคลที่ใส่ สายสวนปัสสาวะ

สายสวนปัสสาวะ   เป็นสายสวนที่สะอาดปราศจากเชื้อโรคใส่เข้าไปทางท่อปัสสาวะจนถึงกระเพาะปัสสาวะ และปลายสายสวนมีลูกบอลลูนกลม ๆ ใส่น้ำสะอาดไว้เพื่อไม่ให้สายสวนหลุด เป็นระบบปิด การดูแลต้องไม่ให้มีรอยรั่วเพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะ และไต

Attachments:
FileDescriptionCreatorFile sizeCreated
Download this file (แนวทางการใส่สายสวนปัสสาวะ.pdf)แนวทางการใส่สายสวนปัสสาวะ.pdf Excellent Center661 kB2015-03-30 11:44

ติดต่อเรา

Address : วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี
พระพุทธบาท 91หมู่ 8 ต.ธารเกษม อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี 18120
Tel : 036-266-170
Fax: 036-267-047
website : www.bcnpb.ac.th
E-mail : bcnpb@pi.ac.th
webmaster : jankasame16(@)gmail.com

Member